วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

IT กับ AEC




             สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก 4 ปี ข้างหน้าในฐานะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากทั้งหมด 10 ประเทศ คือ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม นั่นคือ การเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี ค.ศ.2015 ที่นอกจากจะส่งผลให้เกิดการไหลบ่าเข้ามาของเงินทุนปริมาณมหาศาลจากต่างชาติแล้ว หลายฝ่ายยังกังวลถึงการภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในประเทศแถบภูมิภาค โดยเฉพาะภาคธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทยที่ยังไม่แข็งแรงนัก




ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย


              คำกล่าวข้างต้นยิ่งดูน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีก เมื่อพิจารณาจากรายงานของ Business Software Alliances (BSA) ซึ่งได้มีการจัดอันดับอุตสาหกรรมไอทีโดยภาพรวมทั่วโลก ซึ่งไทยติดอยู่อันดับที่ 50 (จากทั้งหมด 66 ประเทศ) ไม่ต่างจากเวียดนามและฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเราเท่าใดนัก โดยแทบไม่ต้องนำไปเทียบเคียงกับสิงคโปร์ที่ติดอันดับ 3 ธุรกิจไอทีโลก หรือมาเลเซียที่อยู่อันดับ 31 เลยแม้แต่น้อย
แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่แง่ร้ายเสมอไป เมื่อ ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ได้นำเสนออีกแง่มุมหนึ่งของการเปิด AEC 2015 เอาไว้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีจุดอ่อนหลายอย่าง ที่ทำให้อุตสาหกรรมไอทียังไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลเท่าที่ควร ทั้งการสนับสนุนและการลงทุนด้านภาครัฐในการพัฒนาโครงข่ายที่ยังล่าช้า กฏหมายที่ยังไม่รัดกุม การลงทุนด้านบุคลากร (Human Capital)ที่ยังน้อย แต่เราก็ยังมีความหวังต่อการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้า
 
เสรีอาเซียนคือโอกาส ไม่ใช่วิกฤติ

              การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน อาจจะเป็นประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจซอฟต์แวร์ของประเทศไทยต้องใส่ใจ โดยเฉพาะหากมีการเปิด AEC 2015 ภาคธุรกิจหลายฝ่ายต่างกังวลถึงความปลี่ยนแปลง ด้วยการรุกเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติที่มีโมเดลธุรกิจอันแข็งแกร่ง รวมถึงความกังวลต่อการเกิดภาวะสมองไหล ดึงตัวบุคคลากรที่เก่งๆ ออกจากบริษัท ซึ่งทุกสิ่งต่างส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคนไทยโดยตรง แต่ ดร. ธนชาติ กลับไม่มองเช่นนั้น
ผมคิดว่าถ้าเรามองอาเซียนเป็นภาพใหญ่การเปิด AEC ก็เปรียบเสมือนกับการรวมพลังของกลุ่มประเทศอาเซียน ให้กลายเป็นเขตการผลิตเดียว ตลาดเดียว (Single Market and Production-based) ซี่งมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรี ดำเนินกระบวนการผลิตที่ไหนก็ได้ และสามารถใช้ทรัพยากรของแต่ละประเทศมาร่วมในการผลิต โดยมีมาตรฐาน กฏเกณฑ์ กฏระเบียบเดียวกัน ซึ่งมันก็จะเป็นโอกาสให้กับประเทศไทยด้วย ไม่ได้มองว่าเราจะต้องมาแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว
นอกจากจะเสนอแนะเรื่องการมอง AEC ให้กลายเป็นตลาดเดียวแล้ว ความแตกต่างซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ที่จะเป็นจุดเกื้อหนุนความสามารถในการแข่งขันโดยรวม ก็คือ ความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ Softwareที่ตอบสนองความต้องการตลาดออกมาอย่างแท้จริง

             ส่วนตัวผมคิดว่าบางประเทศเขาไม่ใช่คู่แข่งของไทยอย่างประเทศเวียดนามเขามีเป้าหมายสร้าง Developer ให้ได้ 1 ล้านคนภายในปี 2015 ซึ่งฟังแล้วดูน่ากลัว แต่ถ้ามองอีกมุมนึงจะเห็นว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของเวียดนามไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์หรือการบริการใดๆ ออกมา แต่จะเน้นด้าน Outsourcing คือการรับงานจากต่างประเทศเข้ามาทำเป็นหลักมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่า หากเราวาง Business Plan ดีๆ เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุดต่างตรงนี้ ในการส่งต่องานบางประเภทให้กับประเทศเพื่อนบ้านช่วยพัฒนาได้เช่นกัน
 
            ในช่วงปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมและการเติบโตของคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มองค์กรที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการผ่านระบบ Private Cloud รวมถึงแนวโน้มด้านการใช้งาน Public Cloud ในตลาดผู้บริโภค เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง ดร. ธนชาติ ได้ให้ความเห็นว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงรากฐานของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไปในอีกแง่มุมหนึ่ง

คลาวด์ ช่องว่างที่อุดได้ แต่ต้องพยายาม
            แต่ก่อนเรามองว่าอุตสาหกรรมนี้ประกอบไปด้วย Hardware, Software และนักพัฒนา แต่วันนี้เรามองว่าพื้นฐานของอุตสาหกรรมคือ คลาวด์เป็นหลัก ซึ่งนักพัฒนาในปัจจุบัน ควรจะทำการสร้างแอพพลิเคชั่นที่สามารถทำงานบนคลาวด์ได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแอพพลิเคชั่นเหล่านั้น ก็จะต่อยอดกับส่วนปลายของระบบก็คือเหล่าอุปกรณ์สมาร์ทโฟน แท๊ปเล็ต  หรือที่เรียกรวมๆ ว่า Cloud Device ต่อเนื่องกันไป ผมมองว่า ปัจจุบันนี้ มันหมดยุคสมัยของการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้งานบนพีซีหรือเดกส์ท็อปแบบเดิมไปแล้ว
            อย่างไรก็ดี แม้ว่าคลาวด์จะสามารถเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักพัฒนาไทย ในการขายหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตนได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลาและสถานที่ แต่สำหรับประเทศไทย ดร.ธนชาติ ให้ความเห็นว่า โครงสร้างของระบบคลาวด์ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของสถาบัน Asia Cloud Associations (ACA)ที่เปิดเผยถึงความพร้อมของระบบคลาวด์ (Cloud Readiness) ว่าประเทศไทยติดอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 อันดับของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันซึ่งสถาบัน ACA ก็ได้วิเคราะห์ออกมาว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ไทยสร้างการเติบโตของคลาวด์ได้น้อยก็คือ ระบบโครงข่าย(Infrastructure) ของประเทศที่ยังพัฒนาได้อย่างล่าช้า
นอกจากปัญหาด้านการพัฒนาระบบโครงข่ายการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแล้ว ไทยเรายังต้องมีการพัฒนาในเรื่องของตัวบทกฏหมายด้านData Protection Policy ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากการใช้งานคลาวด์จะต้องยืนอยู่บนฐานของความเชื่อใจ และเชื่อมั่นในผู้ให้บริการ Cloud Providerเป็นหลัก โดยเฉพาะการที่บริษัทจะเอาข้อมูลสำคัญที่เป็นความลับของธุรกิจ อาทิ ข้อมูลด้านการบริหารจัดการลูกค้า (CRM) ไปฝากไว้บนผู้ให้บริการคลาวด์ แล้วถ้าเกิดการสูญหายหรือการโจรกรรมข้อมูลเหล่านี้ไป ภาคธุรกิจจะทำการฟ้องร้องในแง่มุมไหนได้อย่างไร ซึ่งนี่คือนโยบายที่เรายังไม่ชัดเจน
ซึ่งนอกจากปัญหาด้าน Policy ของประเทศที่ยังไม่ชัดเจนแล้ว อุปสรรคที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบโมเดลธุรกิจในลักษณะของ Service-basedของระบบคลาวด์ ที่คิดค่าบริการตามลักษณะการใช้งาน มากกว่าจะเป็นการขายขาดซอฟต์แวร์ในรูปแบบของ Licensed-based ซึ่งถือว่ายังเป็นรูปแบบที่ใหม่และพึ่งเริ่มต้นในตลาดบ้านเรา ทำให้ฝั่งผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยังมีความยากลำบากในการขายซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนระบบคลาวด์
อย่างล่าสุดที่ผมเจอก็คือ โซลูชั่นการให้บริการด้าน CRM ที่นำเอาแพลตฟอร์ม VTiger เข้ามาใช้งานซึ่ง Host อยู่บน True IDCในประเทศ เขาทำธุรกิจขาย Cloud Service อยู่ในระดับหลักร้อยบาทต่อผู้ใช้งาน ซึ่งเขาต้องขายเยอะมากถึงจะอยู่ได้ เนื่องจากลูกค้ายังมีความเข้าใจบริการในลักษณะนี้น้อย ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับการขายขาดด้าน CRM Solution ที่เรียกเก็บเงินไปทีเดียวเลยเป็นหลักแสน มันก็จะง่ายกว่าในมุมของของภาคธุรกิจในบ้านเรา

Mobile Application โอกาสเล็กหรือใหญ่ เราเลือกได้
กระแสความนิยมของ Mobile Applicationที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามยอดขายของสมาร์ทโฟน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ ดร. ธนชาติ เห็นว่าเป็นโอกาสที่เปิดกว้างให้นักพัฒนาไทยเข้าไปต่อยอดได้ เนื่องจากตลาดของ Mobile Apps มีความสอดคล้องกับความถนัดของไทย
นักพัฒนาไทยส่วนใหญ่จะไม่ถนัดสร้าง Mobile Enterprise Applicationที่มีลักษณะเป็นโซลูชั่นมากนักต่างกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปรที่เขาช่ำชองในจุดนี้ แต่เราจะถนัดการสร้าง Apps เล็กๆ โดยอาจจะต้องอาศัยกิมมิคอะไรที่สามารถสร้างกระแสความนิยมที่บูมเปรี้ยงขึ้นมาเหมือนอย่าง Angry Bird หรือ FruitNinja ซึ่งถ้าเราทำได้อย่างนั้น ก็อาจจะเกาะกระแสเข้าสู่ความนิยมได้ง่ายและประสบความสำเร็จได้ไม่ต่างจากต่างประเทศ
แต่อย่างไรก็ดี โอกาสที่นักพัฒนา Mobile Apps ในประเทศจะสามารถสร้างผลประกอบการที่ดี ได้ง่ายกว่าการสร้างและพึ่งพากระแสความนิยมที่มีความไม่แน่นอนสูง ก็คือ การรับจ้างสร้างแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรใหญ่ในลักษณะของการรับ Outsource ให้กับหน่วยงานใหญ่ๆ เป็นหลัก

              เพราะภาคธุรกิจในปัจจุบัน เริ่มมีความต้องการสร้าง Appsที่มีลักษณะเฉพาะที่เข้ากับการให้บริการของตนเองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นอะไรที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจซอฟต์แวร์ไทยได้ในระยะยาวอาทิ กลุ่มธนาคารที่ต้องการ Mobile App ช่วยในการบริการผ่านสมารท์โฟน หรือองค์กรใหญ่ที่เริ่มนำเอาซอฟต์แวร์ ERP เข้าไปใช้ในการบริหาร แต่งานลักษณะนี้จะต้องลงทุนลงแรงมากกว่า เพราะเป็นงานแบบ Project-based ที่ต้องพึ่งพาทักษะของนักออกแบบและวางแผนระบบ เรียกได้ว่า ต้องการ 'สถาปนิก'มากกว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งบ้านเรายังขาดอยู่

              ทั้งนี้ แม้การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC 2015)ที่กำลังจะมาถึงในอีก 4 ปีข้างหน้า จะส่งผลให้เกิดตลาดใหม่ ความร่วมมือใหม่ รวมถึงยังสามารถค้นหาช่องว่าง เพื่อฉกฉวยโอกาสที่เพิ่มขึ้นอีกมากมายได้ แต่ ดร. ธนชาติ ก็ได้เตือนว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทย จำเป็นจะต้องPosition ตัวเองให้ดีว่าจะมีจุดขายหรือExpert เฉพาะด้านอะไรบ้าง
คนไทยอาจจะทำแอพฯ ประเภทTourism Software, Healthcare SolutionหรือประเภทContent Serviceได้เก่งซึ่งซอฟต์แวร์บางที่ต้องอ้างอิงกับลักษณะท้องถิ่น (Localization) มากๆ เราก็ยังจะสามารถครองตลาดตรงนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น Custom Apps สำหรับตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร หรือการสร้าง Apps เล็กๆ เพื่อขายแก่ผู้บริโภคทั่วไปในราคาที่ไม่แพงมากในปัจจุบัน
 
กลยุทธ์ของ Software Park ในการผลักดันทิศทางอุตสาหกรรมไอทีไทยในปี 2012


             1. ดำเนินการสนับสนุนนักพัฒนา MobilePlatformด้วยการตั้งกลุ่มที่ชื่อว่า MT Square (Mobile Technology for Thailand) ร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อเป้าหมายในการรวมข้อมูลและมอบการสนับสนุนทุกรูปแบบ เพื่อผลักดันนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นมือถือ โดยปีที่ผ่านมามีการกิจกรรมการจัด Workshop และสัมมนาที่หลากหลาย อาทิ สนับสนุนงาน AIS Startup Weekendประสานกับ RIM ดำเนินการส่งนักพัฒนาไปงานAsia Dev Con ที่ประเทศสิงคโปร์และร่วมมือกับ Microsoft เปิด Workshop สำหรับนักพัฒนา Windows Mobile Phone เป็นต้น

            2.  สนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์สู่ศูนย์กลางของ 'Thai Outsourcing Center' ด้วยการจับมือกับสมาคมวิชาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่อยู่ในอเมริกา เพื่อเป้าหมายการยกระดับความพร้อมของคลาวด์ในประเทศไทยให้มากขึ้น ด้วยกลยุทธ์ดังนี้
 
·         สนับสนุนการสร้างและพัฒนา Thailand Local Data Center โดยมีบริษัทเอกชนหลายเจ้าเข้าร่วม เพื่อย้าย Traffic Gateway และ Bandwidth กลับเข้ามาในประเทศ
 
·         สนับสนุนให้บริษัทซอฟต์แวร์ สร้างผลิตภัณฑ์ประเภท Software as a Service (SaaS)มากขึ้น โดยผ่านการประสานความร่วมมือเข้ากับ Cloud Service Provider โดยตรง
 
·         จัดงานสัมมนา Cloud Focus Group เพื่อจะจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้เขียนซอฟต์แวร์และผู้ประกอบการคลาวด์เข้าด้วยกัน

            3. ทำการประชาสัมพันธ์ให้ภาคธุรกิจ SMEs ในประเทศหันมาใช้คลาวด์มากขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทราบว่าคลาวด์สามารถเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไรได้บ้าง อาทิ ช่วยลดต้นทุนด้วยการใช้งานแบบจ่ายรายเดือนหรือเหมาจ่ายรายปี และช่วยสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ




2 ความคิดเห็น: