วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีสารสนเทศกับกลยุทธ์ธุรกิจองค์กร




เทคโนโลยีสารสนเทศกับกลยุทธ์ ธุรกิจ

   
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบที่สำคัญต่อการดำรงอยู่และการเจริญเติบโตของธุรกิจ องค์การธุรกิจต้องสามารถ ปรับตัวให้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เทคโนโลยีสารสนเทศที่เคยถูกนำมาใช้เสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของ แต่ละกิจกรรมตามหน้าที่ทางธุรกิจ เช่น การเงิน การตลาด การดำเนินงาน และทรัพยากรบุคคลได้รับความสนใจนำมาใช้ประกอบการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Operations) เพื่อพัฒนาและธำรง รักษาความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Abilety) ขององค์การ การประยุกต์ เทคโนโลยีสารสนเทศต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่สอดรับกัน (Harmony) ระหว่างโครงสร้างองค์การ กลยุทธ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นงานที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนสูง
"กลยุทธ์ ยุทธวิธี หรือยุทธศาสตร์" แปลมาจากภาษาอังกฤษ "Strategy" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า "Strategia" หมายถึง "Generalship" หรือศาสตร์และศิลป์ในการ บังคับบัญชากองทัพ ปกติกลยุทธ์เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในทางทหารในเรื่อง เกี่ยวกับการ สงคราม และแนวทางในการเอาชนะศัตรู ซึ่งได้รับความสนใจจากนักการทหารในทุกประเทศจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่อง จากในอดีตการปกครองและ การทหาร จะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยผู้ปกครองมักจะเป็นผู้นำทางการทหาร หรือผู้นำทางการ ทหารมักจะเข้ามา มีบทบาทและ อำนาจ ทางการเมือง กลยุทธ์จึงได้ รับความสนใจจากนักการเมืองและนักปกครองที่พยายาม ศึกษา และนำหลักการมาประยุกต์ในการสร้าง ฐานอำนาจ การขึ้นสู่อำนาจ การรักษาอำนาจ และการปกครองคนหมู่มากให้อยู่ร่วมกันอย่าง สงบสุข
เนื่องจาก "กลยุทธ์" ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในหลายแนวทาง เช่น กลยุทธ์การตลาด กลยุทธ์ในการสงคราม กลยุทธ์ การ ครอง เรือน กลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศ และ กลยุทธ์การเกษตรเป็นต้น ดังนั้นเราจะกล่าวถึง "กลยุทธ์ธุรกิจ" ตามความหมายของผู้เชี่ยวชาญ ในสาขา นี้เป็นสำคัญโดยเราจะศึกษาจากความหมายของ ohmae วิศวกรนิวเคลียร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งทำงานให้กับบริษัท ที่ปรึกษาทาง ธุรกิจ McKinsey โดยที่ Ohmae ได้รับการยอมรับว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management Guru) คนเดียวของ เอเซีย นอกจากนี้เขายังได้รับการกล่าวถึงจาก บุคคลทั่วไปว่าเป็น "นายกลยุทธ์ (Mr. Strategy)" จากงานเขียนชื่อ "The Mind of the Strategist (1982)" กล่าวว่า "กลยุทธ์ คือ การหาแนวทางให้องค์การสามารถ เอาชนะคู่แข่งขัน อย่างมี ประสิทธิภาพ ภาย ใต้เงื่อนไข ของ ทรัพยากรที่มีอยู่" เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน การจำแนก กลยุทธ์ตาม ระดับและขอบเขต การดำเนิน งานขององค์การออกเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. กลยุทธ์ระดับบริษัทหรือองค์การ (Corporate Strategy) จะถูกกำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ ปกติกลยุทธ์ในระดับ องค์การ จะมีขอบเขตครอบคลุมระยะเวลายาวและทั่วทั้งองค์การ โดยที่กลยุทธ์ระดับองค์การจะเป็นเครื่องกำหนดว่า องค์การสมควรจะ ดำเนิน ธุรกิจ อะไร และ จัดสรร ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการดำเนินงานและการดำรงอยู่ในอนาคต
2. กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) จะมีขอบเขตที่จำกัดว่ากลยุทธ์ระดับองค์การ โดยกลยุทธ์ระดับธุรกิจจะให้ความ สำคัญ กับการ แข่งขันของธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมกลยุทธ์ระดับนี้มัก ถูกกำหนด โดย "ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ (Business Unit Head , BU Head)" เพื่อให้หน่วยธุรกิจ (Business Unit , BU) ของตนสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้อง และเป็นไปในทิศทาง เดียวกับ ภารกิจ (Mission) และวัตถุประสงค์ (Objective) ขององค์การ

3. กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy) จะถูกกำหนดโดยหัวหน้าหน่วยงานตามหน้าที่ทางธุรกิจ เช่น การเงิน การตลาด การ ดำเนิน การ และทรัพยากรบุคคล เพื่อสนับสนุนและสอดคล้อง กับกลยุทธ์ระดับที่สูงกว่า โดยที่กลยุทธ์ระดับนี้จะมีลักษณะที่เฉพาะ เจาะจง ตาม หน้า ที่ ทาง ธุรกิจ โดยรวบรวมข้อมูลจากภายในหน่วยงานและจากสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานเฉพาะ หน้าที่ประสบ ความสำเร็จภายใต้ ช่วงระยะ เวลาที่แน่นอน

รูปที่ 10.1 ระดับของกลยุทธ์
การเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่รุนแรงของภาคธุรกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้องค์การธุรกิจสมัยใหม่มีการดำเนินการทางกลยุทธ์ ตลอดช่วง ชีวิตขององค์การ กลยุทธ์สำคัญที่ ธุรกิจนิยมนำมาประยุกต์ในปัจจุบัน ได้แก่
1. แรงหลักดันจากลูกค้า (Customer Driven) การเปิดเสรีทางการค้าในอุตสาหกรรมและบริการหลายประเทศ ทำให้คู่แข่ง สามารถเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมากและลูกค้ามีทางเลือกในการตัดสินใจ เลือกซื้อมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า ธุรกิจต้อง พยายามหาความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยอาศัยการศึกษาและการวิจัยตลาด เพื่อที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ สอดคล้องความ ต้องการของลูกค้า
2. การแข่งขันระดับโลก (Global Competition) การเติบโตที่รวดเร็วและพัฒนาการที่ต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ส่ง ผลให้หลายธุรกิจขยายตัวจนมีขอบเขตข้ามพรมแดนของรัฐ หรือ ที่เรียกว่า "บริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation , MNC)" ทำให้ธุรกิจที่อยู่รอดในอนาคตจะต้องพัฒนาความเข้มแข็งและความสามารถในการปรับตัวให้รวดเร็วและถูกต้อง เพื่อที่จะ แข่งขันบนเวทีโลกได้ อย่างสมบูรณ์ 
3. การกำหนดขนาดที่เหมาะสม (Rightsizing) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ผู้บริหาร องค์การ ต้องทำการปรับรูปแบบโครงสร้างองค์การให้เหมาะสม โดยการใช้ ทรัพยากรร่วมกัน (Shared Resources) เพื่อลด ความฟุ่มเฟือย ในการ ใช้ทรัพยากรทางธุรกิจและสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ 
4. คุณภาพ (Quality) ในปัจจุบันทั้งธุรกิจและผู้บริโภคต่างตื่นตัวต่อแนวความคิดด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการให้บริการ เนื่องจากลูกค้า ไม่เพียงแต่ต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่านั้น แต่เขา ต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับเงิน ที่เสียไป หลายองค์การ ได้ พยายามพัฒนาคุณภาพและบริการของตน โดยนำหลักการจัดการด้านการดำเนินงานสมัยใหม่ (Modern Operations Management) มาประยุกต์ให้ในการสร้างคุณภาพของงาน เช่น การจัดการคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management , TQM) การผลิตแบบไม่มี ข้อผิดพลาด (Zero Defect) หรือคุณภาพจากแหล่งกำเนิด (Quality at Source) เป็นต้น
5. เทคโนโลยี (Technology) ธุรกิจนำเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ไม่เพียงเพื่อเพิ่มผลผลิตภาพรวมขององค์การ เช่น การลดค่าใช้จ่ายและ ระยะเวลาในการดำเนินงานให้สั้นลงเท่านั้น แต่เทคโนโลยี ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญเชิงกลยุทธ์ ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแก่ธุรกิจ นอกจากนี้การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ของธุรกิจยังช่วย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในความรู้สึกของผู้บริโภค
กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์จะประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

             1. การกำหนดเป้าหมาย (Goal Formulation) นักกลยุทธ์ต้องกำหนดเป้าหมายขององค์การออกมกาเป็นรูปธรรม ซึ่งมักจะ อยู่ในรูปของ "ภารกิจ (Mission)" หรือ "วัตถุประสงค์ (Objictive)" เป้าหมายเป็นเครื่องสะท้อน ความต้องการในอนาคต ของ องค์การ โดยนักกลยุทธ์ต้องพิจารณาว่าเขาต้องการให้องค์การเป็นเช่นไรในอนาคต  
            2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Environmental Analysis) นอกจากการกำหนดเป้าหมายที่ต้องการแล้ว นักกลยุทธ์จะ ต้อง ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาทั้งในด้านดีและ ด้านไม่ดี เพื่อทำการเปรียบเทียบ ศักยภาพและความ พร้อมของ องค์การ ปกตินักกลยุทธ์จะแยกการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมออกเป็น 2 ส่วน ดังต่อไปนี้
                  2.1 ปัจจัยภายในองค์การ ( Internal Factors) หมายถึง ส่วนประกอบขององค์การที่มีผลต่อศักยภาพในการบรรลุ เป้า หมาย ของธุรกิจ ซึ่งนักกลยุทธ์จะต้องพิจารณาทั้งจุดแข็ง (Strength) และ จุดอ่อน (Weakness) ขององค์การ เพื่อตรวจสอบความ พร้อม ของ องค์การในการดำเนินงานด้านกลยุทธ์
                 2.2 ปัจจัยภายนอกขององค์การ (External Environment) หมายถึง สิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน ขององค์การ ซึ่งเราจะต้องพิจารณาถึงโอกาส (Opportunity) และข้อ จำกัด (Threat) ในการดำเนินงานขององค์การ


รูปที่ 10.2 การวิเคราะห์ SWOT

แหล่งที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/117/mis.htm

การศึกษารายกรณี  (Case study ) 
              การศึกษารายกรณี (Case study ) เป็นรูปแบบหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียนเชิงคุณภาพ  เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยครูในการเชื่อมโยงกลับไปสู่เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็นผล คือบุคลิกภาพเด็กที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี หมายถึง การศึกษา วิเคราะห์ ข้อมูลของเด็กเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม รายห้องเรียนในด้านต่างๆ เช่น พัฒนาการ พฤติกรรม สภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู อย่างละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องศึกษาเฉพาะเด็กที่มีปัญหาเสมอไป อาจศึกษาเด็กที่มีความสามารถ พัฒนาการหรือบุคลิกภาพด้านใดด้านหนึ่งเด่นชัด ควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไป เช่น เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีความประพฤติปฏิบัติดี เป็นต้น
                การศึกษาเด็กเป็นรายกรณีจึงเป็นประโยชน์มากสำหรับการนำมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน เพราะจะช่วยให้ครูเข้าใจผู้เรียนที่ครูต้องการช่วยเหลือได้อย่างละเอียดลึกซึ้งจนสามารถหาแนวทางแก้ไขหรือพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ขั้นตอนการศึกษาเด็กเป็นรายกรณี
                การศึกษาเด็กเป็นรายกรณีโดยทั่วไปมีอยู่ 5 ขั้นตอน ดังนี้
                1.  ขั้นรวบรวมข้อมูล/ จัดหมวดหมู่ข้อมูล  การรวบรวมข้อมูลผู้รวบรวมข้อมูลต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านพัฒนาการ และจิตวิทยาพัฒนาการ มีจรรยาบรรณของนักวิจัย  และต้องพยายามรวบรวมข้อมูลเด็กให้ครบครอบคลุมพัฒนาการทุกด้านโดยละเอียดอย่างต่อเนื่อง  ตลอดจนเลือกวิธีรวบรวมให้เหมาะสม หลายวิธี  จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายน่าเชื่อถือ เช่น
                                - การสัมภาษณ์เด็กโดยตรง
                                - การรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
                                - การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารในชั้นเรียน เช่น แบบบันทึกพฤติกรรม ระเบียนสะสม
                2.  ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล คือ การนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมมาพิจารณา ตั้งสมมุติฐาน
                3.  ขั้นวินิจฉัยปัญหา เป็นการวินิจฉัยสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรม จากข้อมูลที่ได้มาอย่างเพียงพอ
                4.  ขั้นเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา หลังจากวินิจฉัยปัญหา ขั้นต่อมาเป็นขั้นตอนแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องเป็นวิธีการที่มีระเบียบแบบแผน
                5.  ขั้นติดตามและประเมินผล เป็นการติดตามว่าการช่วยเหลือหรือพัฒนาแก้ไขพฤติกรรม บุคลิกภาพเด็กนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างไร
การพิจารณาข้อมูล(Criteria of Good Information)
                การรวบรวมข้อมูลในการศึกษาเด็กเป็นรายกรณีนั้นบางครั้งต้องพิจารณาว่าข้อมูลที่รวบรวมมาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา หรือนำมาใช้ในการศึกษาได้หรือไม่ อย่างไร ดังนั้นจึงมีหลักในการพิจารณา ตรวจสอบข้อมูล ดังนี้
1.             ความถูกต้อง น่าเชื่อถือได้
2.             ความเที่ยงตรงของข้อมูล
3.             ความเป็นปรนัยของข้อมูล
4.             ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมแสดงถึงพัฒนาการของเด็ก
5.             เวลาและสถานที่ที่รวบรวมข้อมูล
6.             สถานการณ์และความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม หรือบุคลิกภาพที่ต้องการศึกษา

การเขียนรายงานการศึกษาเด็กเป็นรายกรณี
                การเขียนรายงานการศึกษาเด็กเป็นรายกรณี ควรประกอบไปด้วยรายละเอียด ต่อไปนี้
1.ชื่อผู้ทำการศึกษา ระยะเวลาที่ศึกษา เหตุผลในการศึกษา แหล่งข้อมูล
2.ข้อมูลผู้ถูกศึกษา เช่น ชื่อ  ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด อายุ สถานที่เกิด เชื้อชาติ สัญชาติ
 ศาสนา หน้าตาท่าทางโดยทั่ว ๆไป
3.ปัญหาของผู้ถูกศึกษา
4.ประวัติครอบครัว สภาพแวดล้อมของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู
5.ประวัติสุขภาพ
6.ประวัติการศึกษา (ผลสัมฤทธิ์)
7.พัฒนาการทางสังคม
8.พัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิต
9.การวินิจฉัย วิเคราะห์และตั้งสมมุติฐาน
10.ข้อเสนอแนะ
11.การประเมินติดตาม ควรทำในระยะหนึ่งหลังการศึกษา เพื่อจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม
หรือทราบผลของการเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา

ตัวอย่างการเขียนรายงานการศึกษารายกรณี

เรื่อง    การแก้ปัญหาเด็กไม่กล้าแสดงออก
โดย
นายเทอดศักดิ์ จันเสวี
ครู อันดับ คศ 1



ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550
โรงเรียนบ้านยางครก
ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5

คำนำ
           รายงานการศึกษารายกรณีฉบับนี้ เป็นการศึกษาข้อมูลเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือ  พัฒนา ปรับปรุงพฤติกรรมการไม่กล้าแสดงออกของเด็กหญิง ก (ชื่อสมมุติ) ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ผู้ศึกษาหวังว่าข้อมูลจากรายงานการศึกษารายกรณีฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็ก ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไป ขอขอบพระคุณผู้ที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลทุกท่านมา ณ โอกาสนี้
                                                                 เทอดศักดิ์  จันเสวี


หัวข้อเรื่อง/ ปัญหา  การแก้ปัญหาเด็กไม่กล้าแสดงออก
เหตุผลในการศึกษา
                ข้าพเจ้าเป็นครูประจำชั้นระดับชั้นอนุบาล 1 และอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านยางครก จากการที่ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติทั้งในและนอกห้องเรียน พบว่า เด็กหญิง ก (ชื่อสมมุติ)ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 1 มีพฤติกรรมไม่พูดคุยกับเพื่อนและครู นอกจากนี้เวลาครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเมื่อถามคำถามหรือเรียกชื่อเด็กหญิง ก ก็จะก้มหน้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง หรือมอบหมายให้ทำกิจกรรมทุกกิจกรรม เด็กหญิง ก จะไม่สนใจ และจะไม่ร่วมหรือทำกิจกรรมใดใดกับเพื่อน  ดังนั้นในฐานะครูประจำชั้นจึงสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรม กรณีเด็กหญิง ก เพื่อหาสาเหตุของพฤติกรรม และหาแนวทางช่วยเหลือปรับปรุง พัฒนาพฤติกรรมให้ดีขึ้นต่อไป

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา          
1. ตัวเด็กเอง                          2. พ่อแม่เด็ก                       3. เอกสารในชั้นเรียน

สมมุติฐานขั้นต้น
                จากการสังเกตเด็กหญิง ก อย่างไม่เป็นทางการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียน และการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ปกครอง ผู้ศึกษาขอตั้งสมมุติฐานขั้นต้นว่า เด็กหญิง ก มีปัญหาทางด้านสังคม ซึ่งมีรากฐานสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมการอบรมเลี้ยงดูทางบ้าน

ข้อมูลส่วนตัวโดยทั่วไป
                เด็กหญิง ก (ชื่อสมมุติ)  เพศ หญิง เกิดวันที่ 2  เดือนเมษายน พ.ศ. 2546  อายุ 4 ปีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาพุทธ  ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1
                อาชีพบิดา-มารดา  ทำนาทำไร่ ขายของป่าตามฤดูกาล และชำแหละหมูขายเป็นครั้งคราว
                ที่อยู่ปัจจุบัน  บ้านเลขที่ 11/5 หมู่ที่ 9 ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่  

ประวัติส่วนตัวและประวัติครอบครัว
                เด็กหญิง ก อายุ 4 ปี รูปร่างเล็กกะทัดรัด ผมหยิก ผิวค่อนข้างดำ แต่งตัวเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยดี  ดูโดยทั่วไปมีสุขภาพดี
                เด็กหญิง ก เป็นลูกคนเดียวของบิดากับมารดาคนปัจจุบัน และมีพี่น้องต่างมารดาด้วย
               บิดาอายุ 57 ปี เป็นคนพื้นเมือง มารดาอายุ 38 ปี เป็นชนเผ่ากระเหรี่ยง  ทั้งบิดามารดา ดูโดยทั่วไปสุขภาพดี และดูแลเอาใจใส่ทนุถนอมเด็กหญิง ก เป็นอย่างดี  ไม่ค่อยได้เล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนวัยเดียวกัน ครอบครัวนี้อาศัยอยู่บ้านของตัวเองในบ้านเลขที่ 11/5 หมู่ที่ 9 ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อยเป็นหลัก แต่บางครั้งก็มาอาศัยอยู่ที่กระท่อมชั่วคราวใกล้กับโรงเรียนเพื่อค้าขายของป่าเล็กๆน้อยๆ 
จากการให้ข้อมูลของผู้ปกครอง เด็กหญิง ก เคยเข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง ระยะเวลาไม่นานนัก เด็กหญิง ก ก็ไม่ยอมไปเรียน  จึงได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนบ้านยางครก เมื่อเริ่มมาโรงเรียนใหม่ๆ เด็กหญิง ก จะมาโรงเรียนบ้างไม่มาบ้าง จากการสอบถาม พบว่า ผู้ปกครองตามใจเด็กกล่าวคือ ถ้าเด็กบอกว่าไม่อยากมาโรงเรียนก็ไม่ชักจูง หรือพยายามชักชวนให้เด็กมาโรงเรียน

การวินิจฉัยปัญหา
                จากการพูดคุยสัมภาษณ์ บิดามารดาของเด็กทำให้เข้าใจสภาพการอบรมเลี้ยงดู มากขึ้นถึงการดุแลของบิดามารดาแบบตามใจ เอาใจใส่ ทนุถนอมลูกเป็นอย่างดี และด้วยความที่บิดาเป็นคนเมือง มารดาเป็นกระเหรี่ยง สรุปข้อวินิจฉัยได้ว่าเด็กหญิง ก มีปัญหาทางด้านสังคม  และอาจมีปัญหาทางด้านความสับสนทางภาษาจึงส่งผลให้ไม่มั่นใจในตนเองในการสื่อสารกับผู้อื่น

ข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ปัญหา 
                จากข้อวินิจฉัยดังกล่าวผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา ดังนี้
                1. พยายามพูดคุยแนะนำผู้ปกครองให้ปรับปรุงวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
                2. ขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยปรับปรุงทัศนคติของเด็กที่มีต่อการมาโรงเรียน
                3. ให้โอกาสเด็กในการแสดงออก  ให้แรงเสริมโน้มน้าวใจเด็กให้สนใจร่วมหรือร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน

การปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ
                ข้อเสนอแนะข้อ 3  ข้าพเจ้าได้ดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะพยามชักชวน โน้มน้าวใจให้แรงเสริมให้เด็กหญิง ก มีส่วนร่วมในกิจกรรมมากที่สุดโดยไม่มีการบังคับให้เด็กหญิง ก ทำกิจกรรม ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ให้เพื่อนชักชวนให้เด็กหญิง ก ร่วมกิจกรรมในทุกกิจกรรม
                ข้อเสนอแนะข้อ1 และข้อ 2 ได้ดำเนินการลำดับต่อมา โดยการไปพบปะพูดคุยกับผู้ปกครองที่บ้าน และเมื่อผู้ปกครองมาส่งเด็กหญิง ก ที่โรงเรียน
                จากการดำเนินการตามข้อเสนอแนะทั้ง 3 ข้อ พบว่า ผู้ปกครองมีความเข้าใจและมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการปรับพฤติกรรมของเด็กให้มีพัฒนาการเป็นไปในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือ ปัจจุบันเด็กหญิง ก มีความกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยเมื่อครูเรียกชื่อ เด็กหญิง ก ก็จะขานตอบ เล่นกับกลุ่มเพื่อนมากขึ้น สนใจทำกิจกรรมต่างๆที่ครูจัดมากขึ้น
การติดตามผลการศึกษา
                ถึงแม้ว่าการศึกษาครั้งนี้ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในขณะที่เขียนรายงานนี้ ผู้ศึกษาหวังว่าการช่วยเหลือ พัฒนาปรับปรุงพฤติกรรมเด็กหญิง ก จะได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะจากการสังเกตพบว่าในปัจจุบันพฤติกรรมของเด็กหญิง ก มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และผลจากการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ เป็นแนวทางในการช่วยเหลือ พัฒนาปรับปรุงพฤติกรรมของเด็กหญิง ก ให้ดีขึ้น และนำไปใช้กับกรณีอื่นๆ ต่อไป
แหล่งที่มา http://www.gotoknow.org/posts/359457


5 ความคิดเห็น: